วันอาทิตย์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2552

จิตวิทยา: ความกลัวคณิตศาสตร์จะลดพื้นที่ความจำในสมอง และลดระดับความสามารถในการเรียนรู้

โดยทั่วไป นักเรียนที่มีความประหวั่นพรั่นพรึงต่อวิชาคณิตศาสตร์ เมื่ออายุได้ประมาณ ๑๒ ปี ก็มักจะเลี่ยงลงคอร์สวิชาไปเลย และหากต้องเรียนเพราะเลี่ยงไม่ได้ ก็จะได้คะแนนตำ่มาก นักวิทยาศาสตร์บางคนเชื่อว่าเด็กเหล่านั้น มีความสามารถทางคณิตศาสตร์น้อยมาแต่แรก จึงทำให้คิดอะไรเป็นตัวเลขได้ลำบาก จากผลงานวิจัยที่ลงตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Experimental Psychology: General โดย Mark H. Ashcraft และ Eliazbeth P Kirk แห่ง Cleveland(Ohio) State University ได้ผลขัดแย้งกับทฤษฎีข้างต้น ว่าความวิตกกังวล ตลอดจนความประหวั่นพรั่นพรึงต่อวิชาต่างหาก ที่ไปรบกวนสมาธิและการทำงานของสมองที่จะช่วยให้เข้าใจวิชาคณิตศาสตร์ได้ ความวิตกจริตคณิตศาสตร์(Math Anxiety) นี้ ไปทำให้สมองไม่อาจยึดกุมข้อมูลใหม่ๆ ในขณะที่สมองอีกส่วนกำลังคิดคำนวณข้อมูลเหล่านั้น ซึ่งนักจิตวิทยาเรียกพลังการกุมข้อมูลขณะคิดคำนวณนี้ว่าworking memory ที่มีความสำคัญอย่างวิกฤตเวลาเราคิดเกี่ยวกับตัวเลข "Math Anxiety หรือความวิตกกังวลตัวนี้ ไปดูดแย่งเอาเนื้อที่ในสมองส่วนที่ใช่ยึดกุมข้อมูลจากโจทย์ จึงทำให้เรียนคณิตศาสตร์ได้ยากขึ้น ประมาณว่าเริ่มเกิดขึ้นราวๆระดับ middle school (เกรด ๖ - ๙)" แอชครอฟท์กล่าว

แอชครอฟท์ และ เคิร์ก ทำการทดลองสามชุด แต่ละชุดกับนักศึกษาระดับปริญญาตรี ๕๐-๖๐ คน โดยคละกันไปเท่าๆกันทุกกลุ่ม ระหว่างจำนวน หญิง-ชาย ระดับสูง-กลาง-ต่ำที่มีความวิตกกังวลต่อวิชาคณิตศาสตร์ ที่สอบถามมาก่อน ในการทดลองชุดแรก แอชครอฟท์ และ เคิร์ก พบว่า นักเรียนที่มีความวิตกกังวลสูง จะลงวิชาคณิตศาสตร์น้อย ได้รับเกรดต่ำในวิชา และในแบบทดสอบที่สำรวจ working memory ก็ได้คะแนนต่ำ ในการทดลองชุดที่สอง เพื่อหาผลในทางลบของความวิตกจริต ที่มีต่อ working memory นั้น เขาให้ นักศึกษาดูตัวอักษรชุดหนึ่ง แล้วให้บวกเลขในใจอีกชุดหนึ่งโดยจับเวลาไปด้วย เมื่อบวกเลขเสร็จแล้ว ก็ให้ทบทวนชุดตัวอักษรที่ให้จำไว้ก่อนหน้านั้น คนที่มีความวิตกจริตสูง ได้คะแนนต่ำทั้งเรื่องบวกเลข และเรื่องจำตัวอักษร แต่ที่แย่ที่สุดก็เรื่องบวกเลข ที่ขนาดบวกเลขอย่าง 47 + 18 ก็ยังทำผิดเลย แต่เมื่ออนุญาตให้ใช้ดินสอและกระดาษมาคิดไปด้วย ก็ทำได้ถูกต้องได้คะแนนดีเหมือนกลุ่มอื่น แสดงว่า ความสามารถทางคณิตศาสตร์ไม่ได้บกพร่องเหมือนอย่างที่เชื่อกันทั่วไป การทดลองชุดที่สามพบว่า ความวิตกจริตทางคณิตศาสตร์ ก็ยังทำให้การคำนวณที่ไม่ใช่การเรียนเลขในห้องเรียน ด้อยลงไปมากด้วย หากการคำนวณนั้น ต้องอาศัยความจำขณะทำการคิดมายึดกุมข้อมูล เช่น เขาจะให้นักศึกษา ดูเลข ๔ ตัวชั่วครู่หนึ่ง แล้วไม่ให้เห็นอีก แล้วให้บวกจำนวน ๗ เข้ากับเลขทั้ง ๔ นั้น หมายความว่า นักศึกษาต้องจำเลขทั้ง ๔ ตัวนั้นให้ได้ เมื่อจำไม่ได้ ก็บวกออกมาผิด แม้การบวก ๗ เท่านั้นไม่ใช่เรื่องที่เหลือบ่ากว่าแรงอะไร ผลงานวิจัยรุ่นก่อนหน้านี้ ก็ยังพบด้วยว่า ความวิตกจริตทางคณิตศาสตร์ ก็ทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น และทำให้เกิดลักษณะทางกายภาพอีกหลายอย่าง ที่เป็นตัวบ่งขี้ถึงความวิตกกังวล David C. Geary นักจิตวิทยาแห่ง University of Missouri in Columbia เสริมว่า การรักษาทางจิตวิทยา ที่ช่วยลดความวิตกจริตคณิตศาสตร์ ได้ผลช่วยให้นักศึกษาได้คะแนนสูงขึ้นมาแล้วด้วย "ผลงานวิจัยของ แอชครอฟท์ และ เคิร์ก เป็นหลักฐานแน่นหนาที่พิสูจน์เป็นครั้งแรกว่า คนที่มีความวิตกกังวลและประหวั่นกลัวคณิตศาสตร์ จะมีผลต่อความสามารถในการยึดกุมจ้อมูลของสมอง ที่ทำให้เรียนคณิตฯได้ไม่ดีไปด้วย" ดร เกียรี่กล่าว

จาก Bower, B, "Math fears subtract from memory, learning", Science News Vol. 159 No. 26, Jun 30, 2001, p. 405

วันอาทิตย์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2552

การลดน้ำหนักแบบธรรมชาติ

ลดน้ำหนักแบบธรรมชาติถ้าสมมติฐานที่ว่าความอ้วนและสุขภาพที่เสื่อมโทรมมาจากการใช้ชีวิตแบบฝืนธรรมชาติ ระหว่างที่คุณพยายามจัดระเบียบและปรับชีวิตให้กลับสู่ความสมดุลตามธรรมชาติ ทำไมไม่ลองลดความอ้วนด้วยวิธี “ธรรมชาติบำบัด” ไปพร้อมๆ กันล่ะคะ!นายแพทย์บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล แห่งศูนย์ธรรมชาติบำบัดบัลวี กล่าวไว้ข้อหนึ่งว่า วิธีลดความอ้วนด้วยธรรมชาติบำบัด ที่สำคัญคือ ต้องออกกำลังกาย และ ควบคุมอาหาร ก่อนจะแนะนำสูตรควบคุมอาหาร ซึ่งมีให้เลือกปฏิบัติตามแต่ความถนัดของแต่ละคน
1. ไม่กิน(ข้าว) มื้อเย็น วิธีนี้เหมาะจะเป็นบันไดขั้นแรกสู่สูตรต่อๆ ไป โดยในมื้อเช้าและกลางวันสามารถกินได้ตามปกติ เฉพาะมื้อเย็นเท่านั้นที่กินอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่ข้าว อาจจะหาจานเปล่ามา 1 ใบ ใส่ผักสดให้เต็มจาน แล้วกินกับกับข้าวไทยๆ อาทิ น้ำพริกปลาทู แกงส้ม แกงเลียง ยำ ลาบ งดกับข้าวมันๆ เช่นผัดผักมันๆ ของทอด และแกงกะทิ
2. อดอาทิตย์ละวัน เลือก 1 วันในสัปดาห์สำหรับงดเนื้อสัตว์ ไขมัน ข้าว แล้วกินแต่ผลไม้อย่างเดียวทั้งวัน เช่น มะละกอสุก
3. อดด้วยน้ำผลไม้ 3 วัน วิธีการคล้ายกับสูตรที่ 2 เพียงแต่เปลี่ยนจากการกินเนื้อผลไม้มาเป็นการดื่มน้ำผลไม้วันละชนิด ติดต่อกัน 3 วัน
4. อดเพื่อสุขภาพ 10 วัน เริ่มจาก 2 วันแรกกินแต่ผลไม้ ต่อจากนั้นกินผักและผลไม้สดชนิดต่างๆ จนครบ 10 วัน ซึ่งใน 10 วันนี้ถ้าทำอย่างเข้มงวด น้ำหนักจะหายไปประมาณ 3-4 กิโลกรัม
5. กินเนื้อกับผัก สูตรนี้เข้าข่ายการกินแบบ “พร่องแป้ง” หรือ “โลว์-คาร์บ(Low-Carb)” คือกินได้ทุกอย่าง โดยแตะคาร์โบไฮเดรตซึ่งรวมทั้งแป้ง ข้าว และผลไม้ให้น้อยที่สุด โดยกินผักปริมาณ 2 เท่าของเนื้อ แม้ว่าการที่ร่างกายไม่ได้รับพลังงานหลักจากคาร์โบไฮเดรตตามปกติ จะทำให้ร่างกายอยู่ในสภาพเดียวกับภาวะอดอาหาร จนต้องไปดึงพลังงานส่วนเกินที่เก็บสำรองไว้มาใช้ก็จริง แต่ส่วนหนึ่งของพลังงานสำรองอาจเป็นโปรตีนจากกล้ามเนื้อ การกินเนื้อกับผักนานๆ จึงอาจส่งผลให้คุณผอมแบบกล้ามเนื้อหย่อนคล้อย จึงจำเป็นต้องรักษามวลกล้ามเนื้อไว้ด้วยการออกกำลังกายแบบแอโรบิก ซึ่งจะช่วยเปลี่ยนไขมันเป็นกล้ามเนื้อได้ นอกจากนี้หากบริหารความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อเฉพาะส่วน อย่างการยกเวทไปพร้อมกันด้วย ก็จะช่วยเพิ่มขนาดกล้ามเนื้อให้สวยงามและดูดียิ่งขึ้นด้วยหากคุณมีความพยายามจริงจัง จะใช้ทั้ง 5 วิธีผสมผสานกันก็ได้ แต่ควรคำนึงว่าผักและผลไม้ที่จะกินควรมีความใหม่สดและผ่านการล้างอย่างสะอาดดีแล้ว ส่วนจะกินแบบนี้อยู่นานแค่ไหนก็ให้ติดตามจากผลของน้ำหนักตัวว่าได้ตามที่ต้องการแล้วหรือยัง เมื่อพอใจแล้วก็ค่อยๆ ปรับเพิ่มแป้งทีละนิด อย่างไรก็ตามแม้จะกลับมากินเหมือนเดิมแล้ว ก็ยังควรดูแลตัวเองด้วยการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อสกัดไม่ให้ไขมันกลับมาพอกพูนใหม่ได้ง่ายๆ อีกสำหรับสัดส่วนของอาหารปกติหลังจากเข้าโปรแกรมกินเนื้อ-กินผักแล้วนั้น ควรเป็นการกินตามแนวธรรมชาติบำบัดคือ แต่ละวันกินข้าวกล้อง 3 มื้อ ผักสด 2 จาน ผลไม้ 2 ผล(ขนาดเท่ากับผลแอ็ปเปิ้ล) น้ำผลไม้คั้นสด 1 แก้ว กินเนื้อสัตว์ วันละไม่เกิน 1 ฝ่ามือ อาหารไขมัน(จำพวกผัดและทอด) วันละไม่เกิน 2 อย่าง พร้อมๆ กับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ก็จะช่วยรักษาน้ำหนักตัวให้เหมาะสม มีรูปร่างที่สมส่วน และสุขภาพโดยรวมที่แข็งแรงมากขึ้นเห็นไหมว่าการลดน้ำหนักแบบธรรมชาติบำบัดทำไม่ยาก ไม่ต้องอดจนหิวไส้กิ่ว ไม่ต้องใช้เงิน ยา หรืออาหารเสริมลดความอ้วนเลย แค่ปฏิบัติตามสูตรเพื่อรูปร่างแข็งแรงและสุขภาพที่ดีขึ้น มีข้อดี มากมายอย่างนี้จะไม่ทดลองลดกันดูบ้างหรือคะ? อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากหนังสือ คู่มือล้างพิษ 1 วัน, อดด้วยน้ำผลไม้, ล้างพิษ 10 วัน และกินเนื้อกินผัก รักษาเบาหวานแบบไม่ต้องอด ทั้งหมดโดยสำนักพิมพ์รวมทรรศน์ และ www.balavi.com

วันศุกร์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2552

วันพฤหัสบดีที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2552

10 พฤติกรรมที่ทำให้สมองฝ่อเร็ว

เกร็ดความรู้มี 10 พฤติกรรมที่ทำให้สมองฝ่อเร็วมาบอกกัน...

1. ไม่ทานอาหารเช้า จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ นี่จะเป็นสาเหตุให้สารอาหารไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ ทำให้สมองเสื่อม

2. กินอาหารมากเกินไป จะทำให้หลอดเลือดแดงในสมองแข็งตัว เป็นสาเหตุให้เกิดโรคความจำสั้น

3. สูบบุหรี่ สาเหตุที่ทำให้เป็นโรคสมองฝ่อและโรคอัลไซเมอร์

4. ทานของหวานมากเกินไป ไปขัดขวางการดูดกลืนโปรตีนและสารอาหารเป็นประโยชน์ เป็นสาเหตุของการขาดสารอาหารและขัดขวางการพัฒนาของสมอง

5. มลภาวะ สมองเป็นส่วนที่ใช้พลังงานมากที่สุดในร่างกาย การสูดเอาอากาศที่เป็นมลภาวะเข้าไปจะทำให้ ออกซิเจนในสมองมีน้อยส่งผลให้ประสิทธิภาพของสมองลดลง

6. อดนอนเป็นเวลานาน จะทำให้เซลล์สมองตายได้ เพราะการนอนหลับจะทำให้สมองได้พักผ่อน

7. นอนคลุมโปง ไปเพิ่มคาร์บอนไดออกไซด์ให้มากขึ้น ลดออกซิเจนให้น้อยลง ส่งผลต่อประสิทธิภาพ การทำงานของสมอง

8. ใช้สมองในขณะที่ไม่สบาย การทำงานหรือเรียนขณะที่กำลังป่วย จะทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของสมองลดลงเหมือนกับการทำร้ายสมองไปในตัว

9. ขาดการใช้ความคิด การคิดเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในการฝึกสมอง การขาดการใช้ความคิดจะทำให้สมองฝ่อ

10. เป็นคนไม่ค่อยพูด ทักษะทางการพูดจะเป็นตัวแสดงถึงประสิทธิภาพของสมอง รู้อย่างนี้แล้วก็หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ว่า เพื่อจะได้มีสมองที่ดีกว่า

ข้อมูลจาก มติชน

วันศุกร์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2552

ความฉลาดทางอารมณ์ต่อการศึกษา

ความฉลาดทางอารมณ์ต่อการศึกษา
โดยทั่วไปถ้าพูดถึงปัจจัยที่ทำให้เด็กเรียนดี พ่อแม่อาจจะนึกถึงการเรียนพิเศษในวิชายากๆ เช่น คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ภาษาอังกฤษ เราเคยเชื่อว่าถ้าทุ่มเทเวลาให้กับการอ่านหนังสือมีโอกาสกวดวิชาเหล่านั้นจากอาจารย์เก่ง ๆ เด็ก ๆ ก็จะมีผลการเรียนที่ดีขึ้นและสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้
ในโลกของความเป็นจริง การที่เด็กจะเรียนดี มีอนาคตที่ดี นอกจากความสามารถทางวิชาการแล้ว ยังต้องอาศัยปัจจัยอื่น ๆ อีกมากโดยเฉพาะในสังคมปัจจุบันที่เต็มไปด้วยสิ่งยั่วยุ พบว่ามีเด็กจำนวนไม่น้อยที่เผชิญปัญหาทางด้านอารมณ์ความรู้สึก จนทำให้เสียโอกาสทางการศึกษาไปอย่างน่าเสียดาย เช่น ปัญหายาเสพติดปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยเรียน หรือปัญหาด้านพฤติกรรมอื่น ๆ ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้มีที่มาจากความอ่อนแอทางเชาวน์ปัญญา แต่มาจากความอ่อนแอทางอารมณ์ ที่ไม่สามารถรู้เท่าทันและจัดการกับอารมณ์ความรู้สึกทั้งของตนเองและผู้อื่นได้
โรงเรียนแห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกา มีการขายชื่อนักเรียนในชั้นด้วยวิธีแปลกใหม่ไม่เหมือนใคร ด้วยการให้นักเรียนบอกความรู้สึกของตนเองในขณะนั้น เช่น วันนี้อารมณ์ดีตื่นเต้น กังวลเล็กน้อย หรือมีความสุข แทนการตอบว่ามาหรือไม่มา
กิจกรรมนี้เรียกว่า Self – Science เป็นวิชาเกี่ยวกับความรู้สึกทั้งของตนเองและผู้อื่น ครูจะให้ความสนใจกับประสบการณ์ทางอารมณ์ของเด็ก มีการนำความเครียดและประสบการณ์เลวร้ายที่เคยเกิดขึ้นมาเป็นหัวข้อที่จะพูดคุยกันในแต่ละวัน
จุดมุ่งหมายในการสอนวิชานี้ คือ เพื่อพัฒนาทักษะทางอารมณ์และสังคมหลักสูตรนี้ไม่ได้สอนเฉพาะเด็กที่มีปัญหาเท่านั้น แต่เป็นการพัฒนาทักษะและความเข้าใจที่มีความสำคัญกับเด็ก ๆ ทุกคน โดยมีแนวคิดว่าผู้เรียนจะเข้าใจบทเรียนได้อย่างลึกซึ้งเมื่อมีประสบการณ์โดยตรงมากกว่ารับฟังจากการสอนเพียงอย่างเดียว
ปัจจุบัน มีการนำหลักสูตรนี้มาใช้ในการป้องกันปัญหาด้านต่าง ๆ ในสถานศึกษา เช่น การสูบบุหรี่ในเด็กวัยรุ่น การใช้สารเสพติด การตั้งครรภ์ในวัยเรียน การออกจากโรงเรียนก่อนกำหนดรวมถึงการมีพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรง เป็นต้น
แต่อย่างไรก็ตาม การนำความรู้เกี่ยวกับอารมณ์เข้ามาสอนในโรงเรียน ก็ยังเป็นเรื่องใหม่ที่ไม่เคยทำมาก่อน โครงการนี้ จึงต้องใช้นักจิตวิทยาเป็นผู้สอนแต่คาดว่าต่อไปจะมีการถ่ายทอดและฝึกหัดให้ครูทั่วไปในโรงเรียนสามารถดำเนินการได้เอง เพื่อเป็นการป้องกันปัญหาที่เกิดขึ้นจากอารมณ์และความรู้สึก ที่ทำให้เด็กจำนวนไม่น้อยต้องหมดอนาคตทางการเรียนไปอย่างน่าเสียดาย
นอกจากนี้ ยังพบอีกว่าความฉลาดทางอารมณ์มีผลต่อการเรียน ดังเช่น งานวิจัยของจอห์น กอตต์แมน นักจิตวิทยา เคยศึกษาถึงผลการสอนทักษะความฉลาดทางอารมณ์ต่อการเรียนของเด็ก รวบรวมข้อมูลจาก ๕๖ ครอบครัว ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๙ แล้วติดตามผลอยู่หลายปี ปรากฎว่าในกลุ่มที่พ่อแม่เลี้ยงลูกแบบเน้นทักษะทางอารมณ์เด็กจะมีผลการเรียนที่ดีกว่า ถึงแม้ว่าจะมีระดับไอคิวใกล้เคียงกันก็ตาม ที่สำคัญเด็กในกลุ่มดังกล่าวยังมีความสัมพันธ์ที่ดีกับพ่อแม่ ครู และเพื่อน ๆ สามารถควบคุมอารมณ์ได้ดี ปรับตัวกับปัญหาความขัดแย้ง ความโกรธความเครียดได้ดี และมีความสุขในการดำเนินชีวิต
งานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของความฉลาดทางอารมณ์ที่มีผลต่อการศึกษา คือ งานวิจัยของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดที่ทำการศึกษาย้อนหลังเกี่ยวกับความสำเร็จในการทำงาน โดยศึกษาจากผู้เรียนจบในปี ค.ศ. ๑๙๔๐ จำนวน ๙๕ คน เป็นการศึกษาระยะยาวติดตามจนถึงวัยกลางคน พบว่านักศึกษาที่เรียนจบและได้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระดับสูง ประสบความสำเร็จทั้งในด้านการงานและครอบครัวน้อยกว่านักศึกษาที่ได้คะแนนต่ำกว่า ยังมีการศึกษาที่แสดงว่าความสำเร็จด้านต่าง ๆ นั้น เป็นผลมาจากความฉลาดทางอารมณ์ถึง ๘๐% ส่วนอีก ๒๐% เป็นผลมาจากความฉลาดทางเชาวน์ปัญญา

เทคนิคการพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ในสถานศึกษา
๑. ประชาธิปไตยในการเรียน สร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่เป็นประชาธิปไตย มีความอิสระที่จะแสดงความคิดเห็น มีความเคารพในกันและกัน ครูรับฟังผู้เรียนเพื่อให้ผู้เรียนเห็นว่าความรู้สึกของตนเป็นที่รับฟัง ไม่ใช่สิ่งที่ไม่มีความหมาย หรือไร้คนสนใจ
๒. เรียนรู้เรื่องอารมณ์ หน้าที่ของครูอาจารย์ในการพัฒนาความลาดทางอารมณ์ คือ การช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจถึงความรู้สึก อารมณ์ของตน มีการแสดงออกที่เหมาะสมกับบุคคลและสถานที่ และมีความเอื้ออาทรต่อผู้อื่น
๓. เริ่มต้นให้ดี เริ่มที่ครู การเริ่มต้นที่ดีที่สุด คือการที่ครูอาจารย์ทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีให้ผู้เรียน โดยการทำในสิ่งที่ตนเองพร่ำสอน เช่นเรียนรู้ที่จะทำความเข้าใจอารมณ์ ความรู้สึก บุคลิกลักษณะของตนเองระมัดระวังคำพูดและการแสดงอารมณ์ให้เหมาะสมอยู่เสมอ
ความฉลาดทางอารมณ์ต่อตนเอง
เป็นที่ยอมรับในปัจจุบันว่า จิตใจมีผลต่อร่างกาย และความเครียดคือบ่อเกิดที่สำคัญของโรคภัยไข้เจ็บหลายชนิด ทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น โรคแผลในกระเพาะอาหาร ไมเกรน ความดันโลหิตสูง ไปจนถึงโรคร้ายอย่างมะเร็ง เพราะเมื่อเรามีอารมณ์ดี ก็จะส่งผลดีให้ร่างกายแข็งแรงตามไปด้วย ตรงกันข้ามเมื่อเราเครียด วิตกกังวล หดหู่ เศร้าซึม ภูมิคุ้มกันในร่างกายก็จะลดระดับลงทำให้ง่ายที่จะติดเชื้อ หรือเจ็บไข้ไม่สบาย
คนอารมณ์ดี ยังเป็นคนมีเสน่ห์ใคร ๆ ก็อยากอยู่ใกล้ ตรงข้ามกับคนที่มักเคร่งเครียด หงุดหงิด เจ้าอารมณ์ ผู้คนก็ไม่อยากจะเกี่ยวข้อง
ความฉลาดทางอารมณ์ยังช่วยให้คนมองโลกในแง่ดี มีความสุข มีความพอใจและยอมรับได้กับสภาพที่เป็นอยู่ แม้ว่าสภาพนั้นอาจไม่เป็นที่พึงปรารถนาเพียงใดก็ตาม
เลน่า มาเรีย คลิงวัลล์ นักร้อง นักกีฬาพิการที่มีชื่อเสียงของสวีเดน เลน่าไม่มีแขนทั้งสองข้าง และขาซ้ายก็ยาวเพียงครึ่งหนึ่งของขวามาตั้งแต่เกิด แต่เธอเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จในชีวิตทั้งในด้านการงานและครอบครัว เธอจบการศึกษาจากวิทยาลัยการดนตรี ในกรุงสต็อกโฮล์ม เป็นนักร้องชื่อดัง ที่มีผลงานหลายอัลบั้ม เธอเรียนว่ายน้ำตั้งแต่ อายุ ๓ ขวบ จนได้เป็นนักกีฬาทีมชาติของสวีเดน ได้รับเหรียญรางวัลมากมาย เลน่าเป็นคนร่าเริงแจ่มใจเธอดูแลตัวเองได้อย่างน่าทึ่ง เธอทำอาหารได้ ทำงานฝีมือได้ ถ่ายรูปได้ ขับรถได้ เธอพูดถึงความพิการของเธอไว้อย่างน่าคิดว่า
“ฉันไม่เคยคิดถึงความพิการของตัวเองในแง่ลบ ฉันมักคิดว่าฉันก็เป็นเหมือนคนอื่น ๆ เพียงแต่ทำบางสิ่งบางอย่างที่ต่างไปจากคนอื่นบ้าง” (จากหนังสือบันทึกจากปลายเท้า เลน่า มาเรีย คลิงวัลล์ เขียน อุลล่า ฟิวสเตอร์ และสมใจ รักษาศรี แปล จัดพิมพ์โดย บริษัท นานมีบุ๊ค จำกัด)
จาก http//socialscience.igetweb.com

วันพฤหัสบดีที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

มาเป็นเพื่อนกันเถอะ

ดิฉันชื่อนฤมลค่ะ กำลังอบรม KMรุ่น2ของสถาบันทันตกรรมอยู่ค่ะ อาจารย์ให้ทำการบ้านทำ link จาก Blog ของตัวเองไปยังเพื่อนๆในชั้นเรียนค่ะ มาเป็นเพื่อนกันเถอะ........นะคะ
http://jin-myblog.blogspot.com/
http://limsawan.blogspot.com/
http://aitti-itti.blogspot.com/
http://dujmanoon.blogspot.com/
http://threegem.blogspot.com/

วันพุธที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

สุนทรี